เสียงของเครื่องสายพื้นเมืองบางครั้งเบาพอให้ได้ยินคำคนร้องชัดเจน ช่างซอคนหนึ่งเริ่มเล่าเรื่องเจ้าภาพ อีกคนรับคำแล้วขับตอบอย่างมีชั้นเชิง สลับทั้งคำอวยพร เรื่องของครอบครัว และถ้อยคำที่ทำให้คนฟังหัวเราะ ในขณะที่คนสีสะล้อและคนดีดปินรักษาทำนองให้เสียงร้องเดินต่อไปได้อย่างลื่นไหล

นี่คือภาพของดนตรีพื้นบ้านที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของงานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ และงานบุญของผู้คนในจังหวัดน่าน เสียงเพลงไม่ได้มีไว้ให้ฟังอย่างเดียว แต่ใช้บอกเล่าความสัมพันธ์ของผู้มาร่วมงาน และเปิดพื้นที่ให้คนที่มีความจำ ปฏิภาณ และความสามารถทางภาษาสร้างเรื่องเล่าขึ้นตรงนั้น

เมืองน่านมีเสียงของตัวเองอย่างไร

เมื่อพูดถึงดนตรีล้านนา หลายคนคุ้นกับชื่อ สะล้อ ซอ ซึง แต่ในเอกสารเกี่ยวกับเมืองน่านจะพบคำว่า สะล้อ ซอ ปิน อยู่บ่อยครั้ง สะล้อ คือเครื่องสายใช้คันชักสี ปิน เป็นเครื่องสายดีดที่มีบทบาทคล้ายซึงในพื้นที่ล้านนาอื่น ส่วน ซอ ในชื่อนี้คือการขับร้องเพลงพื้นบ้านภาษาคำเมือง ไม่ใช่ชื่อเครื่องสายชนิดที่สาม

วงดนตรีไม่ได้เหมือนกันทุกชุด บางคณะมีช่างซอหญิงชายสองคนสีสะล้อหนึ่งตัวและดีดปินหนึ่งตัว บางคณะมีผู้ฟ้อนและนักดนตรีมากขึ้น เครื่องสีที่พบในงานวิจัยมีทั้งสะล้อกลมและ สะล้อก๊อบ ซึ่งมีรูปแบบคันทวนต่างกัน การปรับเสียงเครื่องดนตรีสัมพันธ์กับช่วงเสียงและทำนองของช่างซอเป็นสำคัญ

ในงานวิจัยเรื่อง ดนตรีพื้นบ้านกับการเป็นแหล่งเรียนรู้ของจังหวัดน่าน ของ ฉัตรวลี ทองคำ ซึ่งตีพิมพ์ พ.ศ. 2557 นักวิจัยได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลจากครูเพลงและแหล่งเรียนรู้เจ็ดแห่ง ทั้งคณะพื้นบ้าน ชุมชน และโรงเรียนในจังหวัดน่าน งานวิจัยนี้บันทึกทำนองขับซอที่สำคัญสามกลุ่มคือ ทำนองละม้าย ทำนองดาดน่านหรือล่องน่าน และทำนองลับแล

ชื่อเหล่านี้เป็นชื่อของ ทำนอง ที่ช่างซอใช้ขับร้อง ไม่ใช่บทเพลงเนื้อร้องตายตัวเพียงสามเพลง เพราะเรื่องที่ร้องสามารถเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และความสามารถของผู้ขับซอได้

ซอล่องน่าน: เมื่อทำนองเพลงกลายเป็นเรื่องเล่าของเมือง

ซอล่องน่าน เป็นชื่อที่เชื่อมเสียงร้องพื้นบ้านกับภูมิประเทศของจังหวัดน่านอย่างเด่นชัด ในประเพณีการเล่าของช่างซอมีเรื่องของ พญาการเมือง ผู้ย้ายผู้คนจากวรนคร หรือเมืองปัว มาตั้งเมืองที่บริเวณภูเพียงแช่แห้ง โดยเดินทางล่องแม่น้ำน่านด้วยแพ

บทความของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ถ่ายทอดคำเล่าของพ่อครูอรุณศิลป์ ดวงมูล ว่าขบวนแพมีเจ็ดลำ โดยแพลำที่เจ็ดมีศิลปิน ปู่คำมาและย่าคำบี้ ขับซอพรรณนาการเดินทางและความคิดถึงบ้านเก่า Nan Creative City ก็เล่าแนวเรื่องพญาการเมืองและคู่ขับซอชายหญิงประกอบการย้ายเมืองเช่นกัน

เรื่องแพลำที่เจ็ดทำให้มองเห็นทั้งสายน้ำและความทรงจำในเสียงเพลง แต่ยังควรฟังในฐานะ ตำนานและคำบอกเล่าของครูเพลง ไม่ใช่หลักฐานว่ามีการแต่งทำนองซอล่องน่านครั้งแรกในวันหรือปีที่บันทึกได้แน่นอน

การรู้จัก แม่น้ำน่าน เมืองปัว และ ภูเพียง ทำให้เรื่องนี้มีพื้นที่ในจินตนาการชัดขึ้น แม่น้ำไม่ใช่เพียงฉากหลังของเรื่องเล่า แต่เป็นทางเดินของผู้คนและวิถีชีวิตที่คติพื้นบ้านเลือกเก็บไว้ด้วยเสียง

ช่างซอไม่ได้มีหน้าที่ร้องเพลงอย่างเดียว

การซอในเมืองน่านมีทั้งเพลงที่ผู้แสดงรู้จักทำนองอยู่ก่อนและถ้อยคำที่ต้องคิดขึ้นในงานจริง ช่างซอมักขับกันเป็นคู่ชายหญิง เรียกว่า คู่ถ้อง หรือคู่โต้ตอบ ใช้ไหวพริบตอบรับกันระหว่างเรื่องราว คนขับซอจึงต้องจำทำนอง คล่องภาษา และอ่านสถานการณ์รอบตัว

กรมส่งเสริมวัฒนธรรมบันทึกการไปแสดงงานบวชของ คณะซออรุณศิลป์ ในพื้นที่จังหวัดน่าน เจ้าภาพส่งกระดาษที่เขียนประวัติพ่อนาคและรายนามผู้มีส่วนร่วมให้คณะนำไปด้นกลอนซอ ก่อนขึ้นแสดงยังมีการไหว้ครู เมื่อเรื่องดำเนินถึงพิธีสำคัญคณะจึงหยุดเพื่อให้เจ้าภาพประกอบพิธี แล้วกลับมาขับต่อในช่วงที่เหมาะสม

รายละเอียดเหล่านี้ทำให้เห็นว่าการซอไม่ใช่เพียงความบันเทิงคั่นเวลา แต่เป็นวิธีบันทึกความรู้สึกของครอบครัวในวันหนึ่ง ๆ ผ่านเสียงร้องที่หลายครั้งเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

ครูเพลงที่ช่วยรักษาเสียงน่าน

เรื่องราวของดนตรีเมืองน่านผูกอยู่กับชื่อครูเพลงหลายคน

พ่อครูไชยลังกา เครือเสน ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติด้านดนตรีพื้นบ้านใน พ.ศ. 2530 และเป็นครูของพ่อครูอรุณศิลป์ ดวงมูล ตามเรื่องที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมบันทึกไว้ ส่วน พ่อครูคำผาย นุปิง ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดงพื้นบ้านประเภทขับซอใน พ.ศ. 2538 และเป็นบุคคลสำคัญในความทรงจำด้านการขับซอน่าน

นอกจากนี้ยังมี แม่ครูสมพร ดวงมูล ซึ่งขับซอคู่กับพ่อครูอรุณศิลป์ ตลอดจนคณะและแหล่งเรียนรู้ของ พ่อครูอนันต์ ไชยโพธิ์ วงแสงไฟต๋าม บ้านดอนมูลพัฒนา วงดนตรีของโรงเรียนราชานุบาล และ โรงเรียนเวียงสา (เสี้ยวดอกขาว) ที่ถูกกล่าวถึงในงานศึกษาภาคสนาม พ.ศ. 2557

บันทึกเก่าทำให้เราเห็นเครือข่ายการถ่ายทอดความรู้ แต่ไม่ได้บอกว่าสถานที่แต่ละแห่งยังเปิดสอนอยู่ในวันนี้ หรือครูทุกคนยังรับงานแสดงต่อเนื่อง การเรียนรู้ดนตรีพื้นบ้านในรุ่นใหม่ยังต้องอาศัยการติดต่อครูเพลงและชุมชนจริง ๆ

“ล่องน่าน” และ “ปั่นฝ้าย”: ชื่อเพลงที่มีร่องรอยตรวจสอบได้

ศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีรายการบันทึกเสียง ล่องน่าน ในคลังเพลงล้านนา โดยอธิบายว่าเป็นเพลงพื้นบ้านดั้งเดิม ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง และบรรเลงกันในน่าน แพร่ และลำปางบางส่วน ใช้ประกอบการขับซอ ชื่อเพลงมีคำว่า “น่าน” และแสดงความสัมพันธ์ของทำนองเพลงกับพื้นที่ได้ชัด แต่ไม่ใช่เหตุผลให้สรุปว่าเพลงเป็นกรรมสิทธิ์หรือกำเนิดเฉพาะภายในจังหวัดน่านทั้งหมด

อีกเพลงหนึ่งคือ ปั่นฝ้าย ซึ่งฐานข้อมูลเพลงล้านนาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุที่มาที่น่าสนใจว่า ทำนองท่อนแรกเกิดจากการดัดแปลง เพลงชักใบ โดยพ่อครูไชยลังกา เครือเสน ส่วนท่อนที่สองเป็นงานของ สุนทร ณ เชียงใหม่ เพลงนี้เกี่ยวข้องกับการขับซอเมืองน่านและภายหลังถูกบรรเลงในวงสะล้อ–ซึงหรือใช้ประกอบการฟ้อนสาวไหมด้วย ดูข้อมูลเพลงปั่นฝ้าย

ยังมีทำนอง น้อยไชยยา หรือ น้อยใจยา ที่ฐานข้อมูลเดียวกันระบุว่าเกิดจากการนำทำนองล่องน่านหรือพระลอล่องน่านมาดัดแปลงสำหรับละครร้องในสมัยเจ้าดารารัศมี หลักฐานนี้สะท้อนว่าทำนองพื้นบ้านมีโอกาสเดินทางเข้าสู่วงดนตรีหรือเวทีละครที่ต่างจากบ้านเดิมได้อย่างไร

งานวิจัย พ.ศ. 2557 บันทึกรายชื่อเพลงที่วงดนตรีน่านนิยมบรรเลงอีกหลายเพลง ได้แก่ กล่อมนางนอน เขมรปากท่อ แม่หม้ายก้อม ฤาษีหลงถ้ำ เสือเลียบค่าย ปั่นฝ้าย และลาวเสด็จ เพลงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงในน่านโดยไม่จำเป็นต้องมีถิ่นกำเนิดที่น่านทุกเพลง

เพลงไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจังหวัดน่าน

เสียงน่านเดินทางไกลเกินเวทีขับซอในชุมชน นักดนตรีไทยร่วมสมัยบางคนได้พบสำเนียงและเครื่องดนตรีน่านแล้วนำกลับไปประพันธ์เป็นผลงานใหม่

บทความวิจัยของ ขวัญชัย ชะยูเด็น และภัทระ คมขำ ใน วารสารศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการสร้างสรรค์เพลงของ รองศาสตราจารย์ปกรณ์ รอดช้างเผื่อน ที่ได้แรงบันดาลใจจากการลงพื้นที่จังหวัดน่านตั้งแต่ พ.ศ. 2552 และรวบรวมบทประพันธ์ไว้หกเพลง ได้แก่

  • ระบำน้ำสอด
  • โหมโรงฟ้าน่าน
  • ระบำสกุณาน่าน
  • ระบำชมพูภูคา
  • ฟ้าน่าน เถา
  • สกุณาน่าน เถา

ผลงานเหล่านี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ ชุมชน และดนตรีพื้นเมืองกับการประพันธ์แบบดนตรีไทยร่วมสมัย จึงควรอธิบายว่าเป็น บทเพลงแต่งใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากน่าน ไม่ใช่เพลงพื้นบ้านนิรนามของเมืองน่านทั้งหมด

ชื่อเพลงที่มีคำว่า “น่าน” อาจหมายถึงพื้นที่หรือแนวความคิดที่ผู้แต่งนำมาใช้ ไม่ใช่หลักฐานว่าแต่ละเพลงมีเนื้อร้องกล่าวชื่อจังหวัดน่านโดยตรง เพราะหลายเพลงเป็นดนตรีบรรเลง

ฟ้อนล่องน่าน: เสียงกลองกับเรือแข่ง

การแสดงพื้นบ้านเมืองน่านไม่ได้มีแค่เสียงเครื่องสาย ฟ้อนล่องน่าน ซึ่งมีร่องรอยเกี่ยวข้องกับเรือแข่งและลำน้ำน่าน เป็นการฟ้อนที่เคลื่อนไหวตามจังหวะ กลองล่องน่าน ตามข้อมูลที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่านรับรองในฐานข้อมูลกระทรวงวัฒนธรรม

เอกสารนั้นเรียกรูปแบบดั้งเดิมอีกอย่างว่า ฟ้อนลายงาม และอธิบายว่ามีการพัฒนาท่าฟ้อนบางแบบภายหลังจากอิทธิพลการฟ้อนเล็บและนาฏศิลป์ไทย แสดงให้เห็นว่าคนเมืองน่านไม่ได้รักษาประเพณีด้วยการหยุดการเปลี่ยนแปลง แต่ปรับท่ารำและพื้นที่แสดงไปตามยุคสมัย

การฟ้อนกับวงกลองยังช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับ วัฒนธรรมเรือยาวของเมืองน่าน ขณะที่ กลองปูจา และกลองอื่น ๆ ปรากฏในกิจกรรมของวัดและงานประเพณี ไม่จำเป็นต้องตีความว่ากลองทุกประเภทเกิดจากน่านเพียงจังหวัดเดียว

น่านยังมีเสียงของชุมชนไทลื้อและลัวะ

ถ้าเดินทางขึ้นเหนือจากเมืองน่านไปยังทุ่งช้าง จะพบชุมชนไทลื้อที่มีวัฒนธรรมการขับร้องซึ่งแตกต่างจากวงสะล้อ–ซอ–ปินแบบที่พบในบางชุมชนพื้นราบ

งานวิจัยชุมชน ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจัดทำฐานข้อมูลไว้ บันทึกการ ขับลื้อ แบบร้องโต้ตอบหญิงชาย ใช้ ปี่แม่ กับ ปี่ลูก ประกอบ และมีทั้งการจ๊อยกับการซอในชุมชนด้วย การขับลื้อจึงไม่ควรถูกย่อให้เป็นเพียงอีกชื่อหนึ่งของซอล่องน่าน เพราะเกี่ยวข้องกับภาษา ทำนอง และแบบแผนทางสังคมของผู้คนต่างกลุ่ม

ในพื้นที่ บ่อเกลือ ยังมีบันทึกการ ตีพิ ของชุมชนลัวะ ซึ่งใช้เครื่องดนตรีที่เรียกว่า พิ ในงานรื่นเริงหลังเก็บเกี่ยวและโอกาสอื่น ๆ ตามฐานข้อมูลวัฒนธรรมที่เผยแพร่ตั้งแต่ พ.ศ. 2556

เสียงต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เห็นว่าดนตรีในจังหวัดน่านไม่ได้มีสำเนียงเดียว ดนตรีของคนเมือง ไทลื้อ และลัวะ ล้วนมีภูมิหลังของตนเอง การเคารพความแตกต่างนี้ช่วยให้เราเข้าใจความหลากหลายของน่านได้มากกว่าการรวมเครื่องดนตรีทุกชนิดไว้ในคำว่า “ดนตรีล้านนา” อย่างเดียว

จากเสียงเพลงสู่เรื่องเล่าที่อยากอ่านต่อ

บางเรื่องฟังจากภาพรวมแล้วอาจอยากตามไปถึงมือคนทำเครื่องดนตรี บางเรื่องต้องกลับไปดูพื้นที่จริงอย่างแม่น้ำน่านหรือดอยสกาด เรื่องต่อไปนี้พาไปพบรายละเอียดที่แตกต่างกันของเสียงเมืองน่าน

ครูศิลป์ผู้ช่วยรักษามรดกเมืองน่าน

เบื้องหลังทำนองและงานประเพณีมีคนที่ใช้ชีวิตกับการสอนและสร้างสรรค์งานศิลป์ อ่านเรื่องของ พ่อครูไชยลังกา เครือเสน และ พ่อครูคำผาย นุปิง สองศิลปินแห่งชาติด้านดนตรีพื้นบ้านและการขับซอ ส่วน พ่อครูบุญช่วย หิรัญวิทย์ เป็นศิลปินแห่งชาติด้านประณีตศิลป์ผู้สืบทอดงาน เครื่องเงินเมืองน่าน ซึ่งแสดงให้เห็นมรดกทางศิลปะอีกแขนงหนึ่งของจังหวัด

ดนตรีเมืองน่านอยู่ต่อได้อย่างไร

เอกสารวิจัยสะท้อนว่าการรักษาดนตรีพื้นบ้านต้องอาศัยทั้งครูผู้สอน ผู้เรียน พื้นที่แสดง และคนที่เห็นความหมายของเพลง งานวิจัย พ.ศ. 2557 พบการใช้โน้ตดนตรีไทยและโน้ตตัวเลขเพื่อสอนเยาวชน ขณะที่ครูเพลงรุ่นก่อนสืบทอดทำนองและคำขับผ่านการฟังและปฏิบัติร่วมกับคณะ

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดน่านเคยเผยแพร่กำหนดจัดมหกรรมดนตรีล้านนาตะวันออก “เส้นสาย ลายเสียง สำเนียงล่องน่าน” ใน พ.ศ. 2567 ซึ่งมีรายการประกวดสะล้อ ปิน และกลองปูจา พร้อมกิจกรรมดนตรีพื้นบ้านและร่วมสมัย เป็นหลักฐานของความพยายามให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของสำเนียงน่านในช่วงเวลานั้น

แต่การอนุรักษ์ไม่ได้สำเร็จเพียงเพราะเก็บโน้ตหรือจัดงานครั้งหนึ่งไว้ได้ สิ่งที่ทำให้ดนตรีมีชีวิตคือโอกาสที่ผู้คนยังได้ฟัง ได้ฝึก และนำเพลงกลับไปใช้ในงานของตนเอง

หากวันหนึ่งได้ยินเสียงซอล่องน่านจากเวทีเล็ก ๆ ในชุมชน เสียงนั้นอาจกำลังกล่าวถึงคนที่เพิ่งเข้าพิธีบวช เรื่องของผู้เฒ่าผู้แก่ หรือทิวทัศน์สองฝั่งน้ำ และนั่นคือวิธีที่ดนตรีเมืองน่านยังทำหน้าที่ของมันอยู่—ไม่ใช่เพียงรักษาทำนองเก่า แต่ช่วยให้เรื่องของคนร่วมสมัยได้มีเสียงด้วย