เสียงสะล้อลากยาวรับกับคำร้อง ขณะที่ปินดีดเสียงสั้น ๆ เติมช่องระหว่างวรรคซอ หากฟังเพียงผ่าน ๆ อาจรู้สึกว่าวงสะล้อ ซอ ปินมีเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น แต่เมื่อแยกฟังทีละเสียง จะได้ยินว่าคนร้อง คนสี และคนดีดต้องคอยส่งทำนองให้กันอยู่ตลอด
วงแบบเมืองน่านจึงน่าสนใจทั้งในฐานะการแสดง และในฐานะงานฝีมือทางดนตรีที่อาศัยความเข้าใจกันของผู้เล่น
สะล้อสี ปินดีด และซอคือเสียงของคนร้อง
ในหลายพื้นที่ล้านนา ผู้คนคุ้นกับชื่อ สะล้อ ซอ ซึง แต่เอกสารศึกษาดนตรีเมืองน่านมักเรียก วงสะล้อ ซอ ปิน คำว่า ปิน หมายถึงเครื่องสายดีดที่สัมพันธ์กับซึงในพื้นที่อื่น ส่วนสะล้อเป็นเครื่องสายสี และ ซอ ในชื่อนี้หมายถึง เสียงขับร้อง ไม่ใช่เครื่องสีแบบวงเครื่องสายภาคกลาง
งานวิจัยภาคสนาม พ.ศ. 2557 บันทึกเครื่องสีทั้ง สะล้อกลม และ สะล้อก๊อบ อย่างหลังมีลักษณะขั้นเสียงบนคันทวน ในขณะที่การตั้งเสียงเครื่องดนตรีในวงต้องสัมพันธ์กับระดับเสียงของช่างซอ การรู้จักเสียงคนขับจึงสำคัญกว่าการระบุจำนวนเครื่องดนตรีให้ตายตัว
วงของครูอรุณศิลป์ ดวงมูลในงานวิจัยเฉพาะเรื่อง
รัฐสินธุ์ ชมสูง ทำวิทยานิพนธ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ พ.ศ. 2559 เรื่อง วงสะล้อ ซอ ปิน ของครูอรุณศิลป์ ดวงมูล จังหวัดน่าน ซึ่งศึกษาวิธีประสมวง บทเพลง ลักษณะสะล้อ และการฟ้อนประกอบการขับซอในกรณีศึกษาของคณะนี้
ผลการศึกษาระบุว่าการประสมวงของครูอรุณศิลป์ใช้ สะล้อและปินบรรเลงทำนองร่วมกับซอ โดยไม่มีฉิ่งหรือกลองตีประกอบจังหวะในรูปแบบที่ศึกษานั้น เป็นลักษณะที่ชวนให้ฟังการประสานเสียงและช่องว่างระหว่างวรรคซออย่างตั้งใจ ไม่ควรนำไปกำหนดว่าวงซอทุกยุคทุกพื้นที่ห้ามใช้เครื่องตีประกอบ
วิทยานิพนธ์ยังย้อนให้เห็นว่าการขับซอเมืองน่านเคยสัมพันธ์กับ ปี่จุม ก่อนการประสมเสียงกับสะล้อและปินจะกลายเป็นภาพคุ้นตาในวงที่ศึกษา โดยเชื่อมความเปลี่ยนแปลงนี้กับยุคเจ้ามหาพรหมสุรธาดา จึงเป็นประวัติความเคลื่อนไหวของวงดนตรี มากกว่าจะมีรูปแบบเดียวหยุดนิ่งอยู่ตลอด
ห้าเพลงที่ช่วยฟังความเป็นน่าน
วิทยานิพนธ์เจาะรายละเอียดทำนองห้าเพลง คือ ดาดน่าน ลับแลง ปั่นฝ้าย พม่าต๊ะโต๋งเต๋ง และพระลอเดินดง โดยศึกษาลักษณะกลุ่มเสียงและวิธีใช้ทำนองร่วมกับการขับซอ
ชื่อเพลงบางเพลงอาจพบในพื้นที่อื่นหรือถูกนำไปดัดแปลงต่อภายหลัง เช่น ปั่นฝ้าย ที่ฐานเพลงล้านนาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่บันทึกความเกี่ยวข้องกับพ่อครูไชยลังกา เครือเสนและสุนทร ณ เชียงใหม่ รายชื่อเพลงที่วงหนึ่งบรรเลงจึงไม่เท่ากับการประกาศว่าเพลงทั้งห้าเกิดที่น่านทั้งหมด
เทคนิคของมือปิน มือสะล้อ และช่างซอ
ข้อค้นพบเด่นของงานศึกษาครูอรุณศิลป์คือมีการแจกแจง วิธีดีดปิน 9 ลักษณะ วิธีสีสะล้อ 4 ลักษณะ และเทคนิคการขับซอ 5 ลักษณะ ตัวอย่างเช่นการดีดเติมเสียง การสะบัด การรูดนิ้วสะล้อ การประคบเสียง การเอื้อน และการหายใจวางคำ
ลองสังเกตจังหวะที่ปินดีดเติมเสียงก่อนช่างซอขึ้นคำถัดไป หรือช่วงที่สะล้อรูดนิ้วให้เสียงไหลต่อกัน ส่วนคนขับซอต้องเลือกว่าจะเอื้อน ย้ำคำ หรือหยุดหายใจตรงไหน งานวิจัยแยกวิธีเหล่านี้จากวงของครูอรุณศิลป์โดยเฉพาะ จึงช่วยเปิดหูผู้ฟังให้ได้ยินรายละเอียดที่มักซ่อนอยู่ในทำนอง
วงเดียวกัน ทำไมจึงเล่นต่างกันได้
วงสะล้อ ซอ ปินที่พบในเอกสารหนึ่งอาจมีเครื่องดนตรีเพียงไม่กี่ชิ้น ขณะที่คณะออกงานจริงอาจมีผู้ฟ้อนหรือสมาชิกเพิ่มเติม สิ่งที่ทำให้คนเรียกวงในกลุ่มเดียวกันคือการประสานเสียง สะล้อ ปิน และการขับซอ มากกว่าจำนวนเก้าอี้บนเวที การศึกษาแบบเจาะคณะของครูอรุณศิลป์ทำให้เข้าใจวงนั้นได้ละเอียด โดยไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนเครื่องดนตรีเป็นข้อบังคับสำหรับวงอื่น
เครื่องสีอย่างสะล้อมีหน้าที่พาเสียงให้ยาวต่อเนื่อง ขณะที่ปินช่วยให้ผู้ฟังได้ยินตัวโน้ตและลูกตกชัดขึ้น เสียงร้องอยู่ระหว่างทั้งสองส่วนนี้: บางช่วงช่างซอเอื้อนเสียงยาว นักดนตรีอาจทอดทำนองรับ แต่เมื่อช่างซอเริ่มคิดคำตอบถัดไป เครื่องดนตรีต้องเปิดที่ว่างให้ได้ยินถ้อยคำชัดเจน ทักษะของวงจึงอยู่ที่การฟังกันด้วย ไม่ใช่เพียงการเล่นให้เร็วหรือเสียงดัง
ผู้สนใจสามารถมอง เมืองน่าน ในฐานะพื้นที่ของครูเพลงและแหล่งเรียนรู้ที่งานวิจัยเคยบันทึก และตามอ่านเรื่องของ พ่อครูไชยลังกา เครือเสน ผู้ถ่ายทอดความรู้แก่ช่างซอรุ่นหลัง หรือ พ่อครูคำผาย นุปิง ผู้มีบทบาทต่อวงขับซอ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่าเสียงของวงเกิดจากสายครูและคนร่วมแสดงมากพอ ๆ กับรูปแบบเครื่องดนตรี
ดนตรีหนึ่งวงกับชีวิตงานบุญ
กรมส่งเสริมวัฒนธรรมเคยติดตามคณะซออรุณศิลป์ไปแสดงในงานบวช นอกจากคนบรรเลงสะล้อและปิน ยังมีช่างซอคู่ชายหญิง และผู้ฟ้อนในคณะของช่วงเวลาที่บันทึก การขับซอมีทั้งการไหว้ครู เกริ่นบท เล่าเรื่องคนในงาน และรับคำกันบนเวที
เพราะเหตุนี้ วงสะล้อ ซอ ปิน จึงไม่ได้เป็นเพียงการจัดเครื่องดนตรีสามอย่างขึ้นเวที แต่เป็นการทำงานร่วมกันของคนแต่งคำสด ผู้รักษาทำนอง และผู้รู้เวลาอันควรในการดำเนินพิธี อ่านเรื่องราวอื่น ๆ ของดนตรีพื้นบ้านได้ใน เสียงเมืองน่าน
