เมื่อคณะ ไชยมงคล ออกแสดง ชื่อของ พ่อครูไชยลังกา เครือเสน ไม่ได้ผูกอยู่กับเสียงซอเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกกับบทเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ เครื่องดนตรีที่ท่านลงมือทำ และคนรุ่นหลังที่ฝากตัวเป็นศิษย์

พ่อครูได้รับยกย่องเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน) พ.ศ. 2530 งานของท่านจึงเป็นเรื่องของทั้งช่างซอ ช่างเครื่องดนตรี และครูผู้ส่งต่อสำเนียงน่าน

คณะไชยมงคลและเสียงซอที่เดินทางไปตามงาน

กรมส่งเสริมวัฒนธรรมบันทึกว่าพ่อครูเป็นหัวหน้า คณะไชยมงคล ออกแสดงในงานต่าง ๆ และมีฝีมือทั้งแต่งบทซอ ประดิษฐ์เครื่องดนตรีพื้นบ้านประเภทสะล้อและปิน ตลอดจนฝึกลูกศิษย์ การที่คนคนหนึ่งรู้ทั้งการทำเครื่อง เสียงเพลง และถ้อยคำร้อง ทำให้ความรู้ที่ส่งต่อไม่ได้หยุดแค่เพลงหนึ่งบท

ในวงซอ คนฝึกต้องจำทำนองให้ได้ ฟังคำที่คู่ซอส่งมาให้ทัน และรู้ว่าจะใช้ถ้อยคำอย่างไรในงานบวชหรืองานมงคล การติดตามครูไปแสดงจึงเป็นการฝึกที่ห้องเรียนอย่างเดียวทดแทนไม่ได้ ชื่อไชยลังกาจึงยังปรากฏในเรื่องเล่าของช่างซอรุ่นหลังเสมอ

จากคณะไชยมงคลสู่คณะซอรุ่นถัดมา

งานวิจัยของ รัฐสินธุ์ ชมสูง เกี่ยวกับวงสะล้อ ซอ ปิน ของครูอรุณศิลป์ ดวงมูล ระบุว่า ครูอรุณศิลป์ เป็นศิษย์เอกของพ่อครูไชยลังกา และสืบทอดการขับซอก่อนตั้งคณะเพลงของตนเองในจังหวัดน่าน

กรมส่งเสริมวัฒนธรรมเล่าความทรงจำของช่างซอรุ่นหลังด้วยว่าเมื่อพ่อครูไชยลังกาไปในหมู่บ้าน มีคนหนุ่มสาวมาฝากตัวเป็นศิษย์ ไม่จำเป็นต้องอยู่คณะเดียวกันทั้งหมดจึงจะได้เรียนรู้ การฝึกเพลงแบบนี้ช่วยให้ทำนองและไหวพริบของผู้แสดงเดินทางข้ามคณะ มากกว่าจะถูกเก็บไว้ในวงเดียว

เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องเล่าจากบทสัมภาษณ์ในอดีต ไม่ใช่ข้อมูลตารางสอนหรือสถานที่พบลูกศิษย์ที่ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน

ปั่นฝ้าย: ทำนองที่มีผู้ร่วมสร้างสรรค์มากกว่าหนึ่งคน

ศูนย์สนเทศภาคเหนือของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เก็บข้อมูลเพลง ปั่นฝ้าย ซึ่งมีที่มาของทำนองเป็นสองส่วน โดยระบุว่าท่อนแรกเกี่ยวข้องกับพ่อครูไชยลังกาที่นำเพลง ชักใบ มาดัดแปลง ส่วนท่อนที่สองเป็นงานของ สุนทร ณ เชียงใหม่

ข้อมูลนี้ช่วยให้กล่าวถึงบทบาทการสร้างสรรค์ของพ่อครูได้แม่นกว่าการเขียนว่าท่านเป็นผู้แต่งเพลงปั่นฝ้ายทุกท่อนเพียงผู้เดียว เพลงปั่นฝ้ายถูกนำไปใช้ในวงเครื่องสายและประกอบการฟ้อนในพื้นที่อื่นต่อมา เป็นตัวอย่างการเดินทางของทำนองจากบริบทซอน่านสู่การแสดงที่หลากหลาย

ความหมายของการเป็นศิลปินแห่งชาติ

ปี 2530 เป็นปีที่รัฐประกาศยกย่องฝีมือและการอุทิศชีวิตให้ดนตรีพื้นบ้านของพ่อครู ส่วนทำนองซอน่านมีชีวิตอยู่ในชุมชนมายาวนานกว่านั้น การยกย่องจึงเป็นหมุดหมายในชีวิตของศิลปิน ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของประเพณีทั้งหมด

พ่อครูไชยลังกาถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2535 ตามบันทึกกรมส่งเสริมวัฒนธรรม แต่ชื่อและสายการเรียนรู้ของท่านยังถูกกล่าวถึงในงานศึกษารุ่นหลัง เพราะเกิดวงและครูเพลงที่ยืนอยู่บนพื้นฐานความรู้ที่ท่านช่วยถ่ายทอด

เสียงเพลงที่ครูส่งต่อ

การเป็นครูเพลงพื้นบ้านไม่ได้หมายถึงการสอนให้จำทำนองเพียงชุดเดียว ศิษย์ต้องฝึกฟังว่าเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นเดินเสียงอย่างไร และช่างซอเว้นจังหวะตรงไหนจึงจะมีที่ให้คนร้องตอบกันได้ พ่อครูไชยลังกาจึงเป็นบุคคลที่ควรมองผ่านทั้งบทบาทผู้บรรเลง ผู้สร้างเครื่อง และครูของคนรุ่นต่อมา

กรมส่งเสริมวัฒนธรรมกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับครูอรุณศิลป์ ดวงมูล ผู้ต่อมาเป็นหัวหน้าคณะซอของตนเอง การที่ชื่อของครูยังปรากฏในงานศึกษาเกี่ยวกับศิษย์สะท้อนว่าการเรียนดนตรีพื้นบ้านเกิดจากการร่วมงานและการดูตัวอย่างจากผู้มีประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงการอ่านตำรา ผู้เรียนต้องฟังทำนองและเข้าใจว่าเพลงสัมพันธ์กับผู้คนในงานอย่างไร

เพลงปั่นฝ้ายช่วยให้เห็นการสร้างสรรค์อีกด้านหนึ่ง เมื่อท่อนแรกเกี่ยวข้องกับการดัดแปลงจากเพลงชักใบ และท่อนหลังมีผู้ประพันธ์อีกคน ประวัติของเพลงจึงเต็มไปด้วยการรับช่วงและต่อยอดทำนอง มากกว่าจะมีผู้สร้างทุกส่วนในคราวเดียว ลักษณะนี้ทำให้ความเป็นดนตรีพื้นบ้านน่านน่าสนใจในฐานะมรดกที่เดินทางและเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อกลับไปอ่านเรื่อง เมืองน่าน คู่กับ วงสะล้อ ซอ ปิน และ ซอล่องน่าน เราจะเห็นภาพของทั้งเสียงดนตรี คนสอน คนเรียน และงานบุญที่ทำให้บทเพลงยังมีความหมายกับชุมชน

ฟังความสำคัญของพ่อครูผ่านงานของลูกศิษย์

หากต้องการเข้าใจผลของการถ่ายทอด ควรดูความรู้ทางดนตรีที่อยู่ในมือผู้เรียน ทั้งทำนอง ซอล่องน่าน การประสมวงสะล้อกับปิน เทคนิคขับซอ และการคิดคำให้ทันสถานการณ์ของงานบุญ มากกว่าจดจำรายชื่อรางวัลอย่างเดียว

ภาพรวมดนตรีที่ท่านมีบทบาทอ่านได้จาก เสียงเมืองน่าน: ดนตรีพื้นบ้านและดนตรีพื้นเมือง และรายละเอียดการบันทึกวงของศิษย์ปรากฏในวิทยานิพนธ์ วงสะล้อ ซอ ปิน ของครูอรุณศิลป์ ดวงมูล จังหวัดน่าน