ต้นลีลาวดีสองแถวโค้งเข้าหากันเหนือทางเดิน ส่วนด้านหลังเป็นอาคารเก่าสองชั้นที่เคยเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครน่าน ภาพนี้คือทางเข้าสู่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน สถานที่ที่เล่าเรื่องเมืองผ่านทั้งตัวอาคารและสิ่งของซึ่งได้รับการเก็บรักษาไว้ภายใน
พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่บน ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน ในบริเวณข่วงเมืองเก่า หากเดินดูวัดและพื้นที่ประวัติศาสตร์ของเมืองน่านอยู่แล้ว ที่นี่ช่วยเติมอีกมุมหนึ่งให้เข้าใจว่าสถานที่ของเจ้าผู้ครองนครเปลี่ยนบทบาทตามช่วงเวลาของบ้านเมืองอย่างไร
หอคำที่เห็นวันนี้เริ่มจาก พ.ศ. 2446
อาคารหลักของพิพิธภัณฑ์เดิมคือ หอคำ ที่พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่านทรงสร้างขึ้นเป็นที่ประทับเมื่อ พ.ศ. 2446 กรมศิลปากรบันทึกว่าเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้น มีรูปทรงคล้ายตัวที ผสมรูปแบบตะวันตกกับศิลปะไทย และใช้โครงสร้างภายในเป็นไม้
เมื่อมองด้านหน้าอาคารจะเห็นบุคลิกที่ต่างจากวิหารหรือเจดีย์ในย่านเดียวกัน อาคารนี้บอกเล่าช่วงเวลาที่รูปแบบสถาปัตยกรรมและความสัมพันธ์ระหว่างเมืองน่านกับการปกครองสมัยใหม่กำลังเปลี่ยนแปลง ขณะที่บริเวณรอบอาคารยังคงเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ทางประวัติศาสตร์กลางเมือง
หอคำหลังนี้ไม่ใช่อาคารไม้ทุกหลังที่เคยมีในคุ้มเจ้าผู้ครองนครเมื่อสมัยก่อน และไม่ควรนับอายุสิ่งก่อสร้างทุกส่วนจากปีเดียวกัน การรู้ว่าอาคารหลักสร้างใน พ.ศ. 2446 ทำให้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมโดยไม่ต้องย้อนเรื่องเก่าไกลเกินหลักฐาน
จากที่ประทับสู่ศาลากลางและพิพิธภัณฑ์
เมื่อสิ้นยุคเจ้าผู้ครองนครน่าน หอคำได้เปลี่ยนหน้าที่จากพื้นที่ของคุ้มหลวงไปเป็น ศาลากลางจังหวัดน่าน และต่อมามีการส่งมอบให้อยู่ในการดูแลของกรมศิลปากรเพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ตามประวัติของพิพิธภัณฑ์ กรมศิลปากรรับมอบอาคารเพื่อจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ใน พ.ศ. 2517 มีประกาศจัดตั้งอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2528 และเปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2530 ลำดับนี้ทำให้หอคำเป็นสถานที่ที่บอกการเปลี่ยนผ่านจากศูนย์กลางอำนาจท้องถิ่นมาเป็นสถาบันการเรียนรู้สาธารณะ
สิ่งน่าสนใจของการมาเยือนคือเราไม่ได้เข้าดูโบราณวัตถุในอาคารที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อจัดแสดงเท่านั้น แต่ได้เดินอยู่ในพื้นที่ที่ตัวอาคารมีประวัติของตนเองด้วย ผนัง ประตู และผังอาคารจึงเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่ควรสังเกตพอ ๆ กับตู้จัดแสดง
งาช้างดำ: วัตถุคู่เมืองที่มีทั้งจารึกและตำนาน
หนึ่งในโบราณวัตถุสำคัญของพิพิธภัณฑ์คือ งาช้างดำ เดิมเป็นสมบัติของเจ้าผู้ครองนครน่าน กรมศิลปากรบันทึกว่างายาว 97 เซนติเมตร หนัก 18 กิโลกรัม มีสีเข้ม และมีจารึกอักษรธรรมล้านนาซึ่งถอดความไว้ว่า “กิ่งนี้หนักหนึ่งหมื่นห้าพัน”
ฐานรองรับงาเป็นไม้สักแกะสลักรูปครุฑ สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2469 รายละเอียดของฐานกับข้อความจารึกช่วยให้มองงาช้างดำเป็นทั้งโบราณวัตถุและสัญลักษณ์ทางการเมืองวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงของแปลกหายาก
เรื่องต้นกำเนิดของงาช้างดำมีตำนานเกี่ยวกับพญาการเมืองและเชียงตุงหลายสำนวน แต่กรมศิลปากรระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่มาแน่ชัด เมื่อชมวัตถุชิ้นนี้จึงควรแยกสิ่งที่สังเกตและวัดได้จริง เช่น ขนาด น้ำหนัก จารึก และฐาน ออกจากเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมา ความต่างนี้เองทำให้ประวัติศาสตร์น่าสนใจขึ้น เพราะของชิ้นเดียวสามารถมีทั้งหลักฐานและความทรงจำหลายชั้น
ซุ้มลีลาวดีหน้าหอคำคือส่วนหนึ่งของประสบการณ์
ก่อนเดินเข้าอาคารหรือหลังชมสิ่งจัดแสดง ทางเดินด้านหน้าพิพิธภัณฑ์มีต้น ลีลาวดี สองฟากโน้มกิ่งเข้าหากันจนเกิดเป็นซุ้มคล้ายอุโมงค์ กรมศิลปากรเคยเผยแพร่ภาพช่วงดอกสีชมพูบาน ซึ่งทำให้ทางเดินนี้เป็นภาพที่ผู้คนจดจำได้
แต่อย่าคาดหวังว่าจะมีดอกหรือไฟประดับเหมือนกันทุกวัน ต้นไม้เปลี่ยนไปตามฤดูกาล และกิจกรรมพิเศษในอดีตไม่ใช่บริการถาวร จุดสำคัญคือบรรยากาศของทางเดินที่เชื่อมสวนด้านหน้ากับอาคารหอคำ ไม่ว่าช่วงที่เดินมาจะมีดอกมากหรือน้อยก็ยังมองเห็นโครงร่างของต้นไม้และสถาปัตยกรรมอยู่ร่วมกัน
อ่านเมืองเก่าน่านต่อจากหน้าพิพิธภัณฑ์
บริเวณข่วงเมืองเก่ามีสถานที่สำคัญอยู่ใกล้เคียงกันในเชิงประวัติศาสตร์ ทั้งวัดภูมินทร์ วัดพระธาตุช้างค้ำ และอาคารหอคำ หากมีเวลา การเดินชมพื้นที่โดยใช้หอคำเป็นจุดตั้งต้นช่วยให้เห็นว่าศาสนสถาน พื้นที่พิธีกรรม และที่ประทับของผู้ปกครองเมืองเชื่อมโยงกันอย่างไร
อ่านต่อได้ที่ วัดภูมินทร์และภาพกระซิบรัก หรือ อำเภอเมืองน่าน ซึ่งรวมสถานที่สำคัญในพื้นที่ไว้เพิ่มเติม ก่อนเดินทางเข้าชมควรตรวจเวลาเปิดบริการและข้อกำหนดล่าสุดจากกรมศิลปากร เพราะตารางเข้าชมและนิทรรศการอาจเปลี่ยนได้
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน จึงไม่ได้มีความสำคัญเพราะเก็บวัตถุเก่าไว้มากมายเท่านั้น แต่เพราะตัวหอคำเองทำให้มองเห็นเมืองน่านในช่วงเวลาที่ต่างกัน ตั้งแต่ชีวิตในคุ้มเจ้าผู้ครองนคร ไปจนถึงการเป็นพิพิธภัณฑ์ของผู้คนในปัจจุบัน
