ครั้งหนึ่งในเมืองน่าน รูปโคตัวหนึ่งไม่ได้อยู่แค่บนตราประจำจังหวัด แต่อยู่บนงาช้างชิ้นเล็กที่เจ้าผู้ครองนครใช้ประทับเอกสารสำคัญ เป็นเครื่องหมายที่คนเห็นก็รู้ว่าหนังสือนั้นเกี่ยวกับงานเมืองน่าน
บนหน้าตรามีโคทรงเครื่องยืนบนแท่น รายล้อมด้วยลวดลายอ่อนช้อย ภาพนี้อาจดูคล้ายลายตกแต่งทั่วไปในสายตาคนวันนี้ แต่ในอดีตมันมีหน้าที่รับรองเอกสาร และบอกตัวตนของเมืองไปพร้อมกัน
เหตุใดโคจึงกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองน่าน? และจากตราประทับงาช้างในยุคเจ้าผู้ครองนคร เหตุใดจึงกลายมาเป็นภาพโคแบกพระธาตุแช่แห้งบนตราจังหวัดน่าน?
เรื่องนี้มีทั้ง โบราณวัตถุที่ยังมีภาพถ่ายให้ดู เอกสารราชการเก่า งานแกะสลักบนหอคำ และตำนานการสร้างเมือง ซึ่งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ได้รวบรวมและอธิบายไว้
ตราประทับงาช้างหน้าตาเป็นอย่างไร
ดวงตราเดิมไม่ได้เป็นเหรียญกลมแบน แต่เป็น งาช้างที่กลึงเป็นทรงกระบอก ส่วนบนทำเป็นด้ามจับทรงมน ด้านล่างแกะรูปโคอุสุภราชทรงเครื่องยืนบนแท่น ภายในวงกลมมีลายกระหนกเปลวขนาบสองข้าง และลายเมฆใต้แท่น
เมื่อดูภาพถ่ายจากพิพิธภัณฑ์จะเห็นทั้งด้ามสีงาช้างและหน้าตราที่ติดสีแดงจากการประทับ การมองภาพเหล่านี้ทำให้เห็นความต่างระหว่าง ตราในฐานะวัตถุจริง กับ ลายเส้นบนกระดาษ ได้ชัดเจน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ระบุว่าตรานี้เป็นดวงตราที่ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่านระหว่าง พ.ศ. 2436–2461 ใช้ในหนังสือกราบบังคมทูลรายงานข้อราชการต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเอกสารงานเมืองอื่น ๆ
จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่ารูปโคไม่ได้เพิ่งถูกเลือกมาใช้เมื่อเกิดตราจังหวัดสมัยใหม่ แต่เคยมีฐานะเป็น เครื่องหมายทางการปกครองของนครน่าน มาก่อนแล้ว
จากงาช้างสู่หนังสือราชการ: ภาพที่เห็นในเอกสารเก่า
ดวงตราจะมีความหมายยิ่งขึ้นเมื่อเห็นร่องรอยการใช้งานจริง ในชุดภาพของพิพิธภัณฑ์มีภาพหนังสือราชการจากยุคเจ้านคร พร้อมรอยประทับโคอุสุภราชบริเวณท้ายเอกสาร
เมื่อเห็นหน้าตราบนหนังสือ การเลือกโคมาเป็นสัญลักษณ์จึงไม่ใช่แค่คำอธิบายเชิงตำนาน เรามีร่องรอยที่แสดงว่า รูปโคถูกนำไปใช้กับเอกสารราชการจริง แม้ภาพเอกสารชิ้นหนึ่งจะไม่อาจบอกได้ด้วยตัวเองว่าโคถูกเลือกเป็นสัญลักษณ์ครั้งแรกในปีไหน
ทำไมจึงเรียกว่าโคอุสุภราช
คำว่า “อุสุภ” หมายถึงวัวตัวผู้ ส่วน “อุสุภราช” หมายถึงพญาวัวหรือราชาแห่งโคทั้งปวง ไม่ใช่ควาย คำนี้ปรากฏทั้งในความเชื่อทางศาสนา ตำราลักษณะวัว และศิลปกรรมที่ใช้สัตว์เป็นสัญลักษณ์มงคล
บทความของพิพิธภัณฑ์ยกตัวอย่างตำราวัวที่กล่าวถึงโคสีดำซึ่งมีจุดด่างเจ็ดแห่ง ได้แก่ ใบหน้า หนอก หาง และเท้าทั้งสี่ ลักษณะดังกล่าวถูกมองว่าเป็นโคชั้นเลิศตามความเชื่อ ไม่ใช่ข้อกำหนดว่าวัวจริงทุกตัวที่เรียกว่าอุสุภราชต้องมีสีและจุดด่างเหมือนกัน
ในคติศาสนาและวรรณกรรมยังมีการกล่าวถึงโคในฐานะพาหนะของเทพเจ้า องค์ประกอบของมงคลแปดประการ และภาพสัตว์ในสระอโนดาต เรื่องเหล่านี้ช่วยอธิบายว่า เหตุใดโคจึงสื่อถึงพลัง ความเป็นสิริมงคล และความอุดมสมบูรณ์ ได้มากกว่าการเป็นสัตว์สำหรับใช้งานเกษตรกรรม
การอ่านความหมายทางคติโบราณเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องถือว่าทุกเหตุการณ์ในตำนานเกิดขึ้นจริง สิ่งที่ตรวจสอบได้คือคติรูปโคปรากฏในศิลปกรรมและเอกสารหลายประเภท
หอคำนครน่านก็มีรูปโคอยู่บนหน้าบัน
หากมีโอกาสไปยัง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ลองมองขึ้นไปยังหน้าบันของ หอคำ อาคารเก่าที่เคยเป็นที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครน่าน เพราะรูปโคไม่ได้อยู่เฉพาะบนตราประทับงาช้าง
พิพิธภัณฑ์อธิบายว่าหน้าบันหอคำทั้งสามด้านมีลายพญานาคสองตัวหันเข้าหากัน หางเกี้ยวกันขึ้นด้านบน และมี รูปโคอุสุภราชอยู่กลางกรอบวงกลมระหว่างนาค หอคำหลังปัจจุบันสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2446 ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ
เมื่อรู้เช่นนี้ หอคำจึงไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะตัวอาคาร แต่ยังเก็บเครื่องหมายของการปกครองนครน่านไว้ในงานประดับด้วย หากกำลังอ่านเรื่อง เมืองเก่าน่าน อยู่ รายละเอียดเล็ก ๆ บนหน้าบันเป็นอีกสิ่งที่ชวนให้หยุดมอง
ตำนานพญาผากอง: โคที่นำทางไปสู่เมืองใหม่
นอกจากหลักฐานทางวัตถุแล้ว เมืองน่านยังเล่าเรื่องโคผ่าน ตำนานพญาผากอง ตามเรื่องที่พิพิธภัณฑ์นำมาอธิบาย พญาผากองทรงสุบินเห็นโคอุสุภราชวิ่งจากป่าทางตะวันออก ข้ามแม่น้ำน่านไปทางตะวันตก แล้วทิ้งรอยมูลเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าในบริเวณที่จะสร้างเมือง ก่อนจะหายไป
ในตำนาน รอยดังกล่าวถูกมองว่าเป็นนิมิตมงคล จึงมีการสร้างกำแพงเมืองตามแนวที่ปรากฏ และนำรูปโคมาเป็นตราของเมือง เรื่องนี้ช่วยให้เห็นว่าโคผูกกับความทรงจำเรื่อง การสร้างบ้านแปงเมือง อย่างไร
แต่ต้องอ่านให้ตรงประเภทหลักฐาน: เรื่องพญาผากองเป็นตำนาน ต่างจากตราประทับงาช้างและหนังสือราชการซึ่งเป็นวัตถุและเอกสารที่ตรวจสอบได้ การมีภาพโคอยู่ในตราไม่ได้พิสูจน์ว่าเหตุการณ์ในความฝันเกิดขึ้นจริง
ก่อนจะเป็นตราจังหวัดน่าน เคยมีข้อเสนอให้ใช้รูปพญานาค
เรื่องที่ชวนให้มองตราจังหวัดน่านต่างไปจากเดิม คือ ครั้งหนึ่งจังหวัดน่านเคยเสนอให้ใช้รูปพญานาคเป็นเครื่องหมายประจำจังหวัด ก่อนที่รูปโคอุสุภราชจะกลายเป็นแบบที่เราคุ้นเคย
ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2483 รัฐบาลสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีนโยบายให้จังหวัดทั่วประเทศมีตราของตนเอง โดยมอบหมาย กรมศิลปากร ซึ่งขณะนั้น หลวงวิจิตรวาทการ เป็นอธิบดี ให้ดำเนินการออกแบบ พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) รับหน้าที่คิดแนวความหมายจากชื่อเมืองและสิ่งสำคัญในแต่ละจังหวัด ส่วน พระพรหมพิจิตร (อู๋ ลาภานนท์) เป็นผู้ร่างแบบ ขณะเดียวกันคณะกรรมการจังหวัดต่าง ๆ สามารถส่งข้อเสนอและเรื่องราวท้องถิ่นให้พิจารณาร่วมด้วย ตามคำอธิบายของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
สำหรับน่าน มีข้อความอ้างถึง เอกสารแผนกมหาดไทย จังหวัดน่าน ลงวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2483 ว่าจังหวัดเสนอรูป “พระยานาค” เพราะเป็นสิ่งที่ชาวเมืองนิยมและพอใจ แต่ต่อมามีความเห็นว่าสัญลักษณ์พญานาคมีหลายจังหวัดเสนอใช้เช่นกัน การเลือกรูปนี้อาจทำให้ตราจังหวัดมีความซ้ำกัน จึงเกิดข้อเสนอเปลี่ยนมาใช้ โคอุสุภราช ซึ่งสัมพันธ์กับตำนานเมืองและมีหลักฐานการใช้เป็นตรานครน่านมาก่อน
เรื่องการเสนอรูปพญานาคและการเปลี่ยนมาใช้รูปโคนี้อ้างจากการเรียบเรียงเอกสารราชการในสมัย พ.ศ. 2483 ซึ่งช่วยให้เห็นขั้นตอนพิจารณาสัญลักษณ์ของจังหวัด ส่วนถ้อยคำในหนังสือราชการแต่ละฉบับยังควรเทียบกับต้นฉบับจดหมายเหตุเมื่อมีโอกาส
ใครเสนอให้พระธาตุแช่แห้งอยู่บนหลังโค
ข้อมูลที่อ้างเอกสารการออกแบบตราในช่วงนั้นยังระบุว่า พระยาอนุมานราชธน เสนอให้เพิ่มรูป พระธาตุแช่แห้ง บนหลังโคอุสุภราช เพื่อให้ตราสื่อถึงทั้งเอกลักษณ์เมืองเก่าและปูชนียสถานสำคัญของจังหวัด
จึงมองพัฒนาการของตราน่านได้เป็นสามช่วง: ตราประทับงาช้างรูปโคของนครน่านในอดีต → การพิจารณารูปพญานาคและรูปโคใน พ.ศ. 2483 → ตราจังหวัดรูปโคอุสุภราชมีพระธาตุแช่แห้งอยู่บนหลัง ซึ่งกรมศิลปากรออกแบบเป็นเครื่องหมายราชการ และเริ่มนำตราประจำจังหวัดต่าง ๆ ไปใช้ใน พ.ศ. 2485
การออกแบบไม่ได้เป็นเพียงการคัดลอกตราประทับเก่าทั้งดวง แต่เลือกนำ โคอุสุภราช ที่มีความผูกพันกับประวัติของเมือง มาประกอบกับ พระธาตุแช่แห้ง ให้เป็นภาพที่คนเห็นแล้วนึกถึงจังหวัดน่านได้ทันที
รูปโคช่วยเล่าเรื่องเมืองเก่า ส่วนพระธาตุที่อยู่บนหลังหมายถึง วัดพระธาตุแช่แห้ง ปูชนียสถานคู่เมืองน่านในอำเภอภูเพียง ทั้งสององค์ประกอบจึงบอกได้พร้อมกันถึงสัญลักษณ์การปกครองและศรัทธาของผู้คน
ตราหนึ่งดวง เล่าประวัติเมืองน่านได้หลายชั้น
จากภาพถ่ายตราประทับงาช้าง เราเห็นของชิ้นหนึ่งที่เคยอยู่ในมือผู้ทำงานราชการ จากรอยหมึกบนหนังสือเก่า เราเห็นการใช้งานจริง จากหน้าบันหอคำ เราเห็นสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏบนอาคารที่สำคัญของเมือง และจากตราจังหวัดวันนี้ เราเห็น พระธาตุแช่แห้ง เพิ่มเข้ามาอยู่ร่วมกับโคอุสุภราช
ส่วนตำนานพญาผากองช่วยบอกว่า คนรุ่นก่อนอธิบายความเป็นมาของบ้านเมืองผ่านความเชื่อเรื่องสัตว์มงคลอย่างไร
ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกันเสียทีเดียว แต่เมื่อนำมาอ่านต่อกันอย่างระมัดระวัง ก็ช่วยให้เข้าใจว่าทำไม โคตัวเดียวจึงอยู่ในความทรงจำของเมืองน่านได้ยาวนาน
เครดิตภาพและแหล่งข้อมูล
ภาพประกอบทั้ง 5 ภาพและข้อมูลประวัติศาสตร์เรื่องตราประทับงาช้าง ตำนานพญาผากอง และหน้าบันหอคำ: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน กรมศิลปากร
ประวัติการมอบหมายออกแบบตราใน พ.ศ. 2483 ผู้คิดความหมาย ผู้ร่างแบบ และการเริ่มใช้งาน: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ — ตราประจำจังหวัด
ข้อมูลเกี่ยวกับการเสนอรูปพญานาคและการพิจารณารูปโคใน พ.ศ. 2483: กรมศิลปากร Smart Museum — ตราจังหวัด (PDF)
