ท่ามกลางย่านเมืองเก่าน่าน วัดภูมินทร์มีเสน่ห์ตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าไปในวิหาร หลังคากระเบื้องสีอิฐซ้อนกันหลายชั้น ปลายช่อฟ้าอ่อนช้อย และรูปพญานาคสีขาวที่คอยรับสายตาผู้มาเยือน แต่ความพิเศษของวัดไม่ได้หยุดอยู่ที่สถาปัตยกรรมภายนอก เพราะภายในยังมีทั้งพระประธานสี่ทิศและจิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องผู้คนเมื่อกว่าร้อยปีก่อน
หลายคนรู้จักวัดภูมินทร์จากภาพ ปู่ม่านย่าม่าน หรือ ภาพกระซิบรัก ที่ชายคนหนึ่งโน้มตัวเข้าหาหญิงสาว ราวกับกำลังเอ่ยถ้อยคำสำคัญบางอย่าง หากลองเผื่อเวลาให้วัดมากกว่าการถ่ายภาพคู่เดียว จะพบว่าแต่ละประตู แต่ละผนัง และแต่ละฝีแปรงมีเรื่องให้ทำความรู้จักอีกมาก
วิหารสี่ทิศที่มีเสน่ห์ตั้งแต่ทางเข้า
จากลานกว้างเดินเข้าไปตามแนวทางเดินสู่วิหาร จะเห็นประติมากรรมพญานาคคู่ขนาดใหญ่ขนาบอยู่สองฝั่ง ช่วยขับให้อาคารสีขาวและหลังคาทรงล้านนาตรงกลางดูโดดเด่นขึ้นอีกขั้น มุมนี้เหมาะกับการเริ่มสังเกตรูปทรงของวัด ก่อนขยับไปชมรายละเอียดที่อยู่ใกล้ตัว
สิ่งที่ทำให้ วิหารวัดภูมินทร์ แตกต่างจากวิหารทั่วไปคือการออกแบบให้มี ประตูและบันไดเข้าออกทั้งสี่ทิศ ภายในประดิษฐานพระประธานสี่พระพักตร์ หันไปตามทิศของทางเข้า ไม่ว่าผู้มาเยือนจะเข้าจากด้านใดก็จะมองเห็นองค์พระได้ ความสมดุลระหว่างผังอาคารกับพื้นที่สักการะจึงเป็นส่วนสำคัญของความงาม ไม่ใช่เพียงลวดลายบนหลังคา
ลองเดินอ้อมวิหารช้า ๆ แล้วมองย้อนจากมุมเฉียง จะเห็นแนวหลังคาที่ซ้อนและเชื่อมต่อกัน รวมถึงหน้าบันประดับลายทองซึ่งอาจสังเกตไม่ชัดจากการยืนตรงหน้าประตูเพียงด้านเดียว ตามทะเบียนแหล่งศิลปกรรมของ ONEP วิหารมีองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่สัมพันธ์กับทางเข้าทั้งสี่ด้าน และมีข้อมูลระบุช่วงสร้างวิหารในราว พ.ศ. 2410–2417
ภาพกระซิบรัก ปู่ม่านย่าม่านอยู่ตรงไหน
เมื่อเข้าสู่วิหารและมองไปยัง ผนังทิศตะวันตก บริเวณข้างประตู จะพบภาพชายหญิงที่กลายเป็นหนึ่งในภาพจดจำของเมืองน่าน ฝ่ายชายโน้มตัวเข้าหาฝ่ายหญิงพร้อมยกมือป้องปาก ขณะที่ฝ่ายหญิงเอียงหน้ามาฟัง ท่วงท่าเพียงเล็กน้อยนี้ทำให้ผู้คนตั้งชื่อเล่นให้ภาพว่า “กระซิบรัก”
เสน่ห์ของภาพไม่ได้มีเพียงอิริยาบถที่ชวนจินตนาการ ลองมองผ้าซิ่นลายสีของฝ่ายหญิง เสื้อคลุม ทรงผมและเครื่องประดับหู แล้วเลื่อนสายตามายังรอยสักและเครื่องนุ่งห่มของฝ่ายชาย รายละเอียดเหล่านี้ทำให้ภาพจิตรกรรมเป็นหน้าต่างบานหนึ่งสู่รสนิยมการแต่งกายและโลกของผู้คนในยุคที่ช่างเขียนภาพ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน อธิบายว่าอักษรธรรมล้านนาที่เขียนกำกับภาพเป็นชื่อเรียก “ปู่ม่าน ย่าม่าน” โดย “ม่าน” หมายถึงพม่า ส่วน “ปู่” และ “ย่า” ในบริบทนี้เป็นคำเรียกฝ่ายชายและฝ่ายหญิง มิได้หมายถึงปู่ย่าที่เป็นญาติผู้ใหญ่ตามความเข้าใจภาษาไทยปัจจุบัน ชื่อที่กำกับไว้ไม่ได้บอกชื่อจริงหรือยืนยันความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง แต่ก็ไม่ได้ลดความงามที่คนรุ่นหลังมองเห็นจากภาพนี้ลงเลย
คำฮักน้อง: ถ้อยคำรักที่เดินทางมาคู่กับภาพ
ภาพชายหญิงที่ดูเหมือนกำลังกระซิบกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนเมืองน่านและผู้มาเยือนนึกถึง “คำฮักน้อง” สำนวนคำเมืองซึ่งเปรียบความรักเป็นสิ่งล้ำค่าเสียจนไม่รู้จะฝากไว้ที่ใด จะฝากไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จะฝากไว้บนฟ้าก็กลัวหมอกมาบดบัง และจะฝากไว้ในคุ้มเจ้าก็กลัวใครหยิบฉวยไป สุดท้ายจึงเก็บไว้ในหัวใจตัวเอง
คำฮักน้องฉบับเต็ม
คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว
จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว
ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม
จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม
ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป
ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้
จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้
ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา
ถ้อยคำเหล่านี้สวยงามตรงที่ไม่ได้บอกเพียงว่า “ฮัก” แต่ค่อย ๆ ไล่ภาพจากน้ำ ท้องฟ้า และวังข่วงคุ้ม ก่อนจบที่อกในใจของผู้พูด เป็นภาษาแห่งความหวงแหนและความคิดถึง ซึ่งยังฟังอ่อนโยนแม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด
อย่างไรก็ตาม บทคำฮักน้องไม่ใช่ข้อความที่เขียนอยู่บนจิตรกรรม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน อธิบายว่า อาจารย์สมเจตน์ วิมลเกษม นำโวหารเกี้ยวพาราสีจาก ช้อยเชียงแสน มาเล่าประกอบภาพในภายหลัง เรื่องของภาพเขียนกับเรื่องของบทคำเมืองจึงเกิดต่างเวลากัน ก่อนจะกลายเป็นความทรงจำที่ผู้คนเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน หากอยากรู้ความหมายของคำเมืองทีละวรรคและเรื่องของผู้คนในภาพ อ่านต่อได้ใน กระซิบรักบันลือโลก หรือ บทความของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน
ไม่ได้มีเพียงภาพกระซิบรัก: เรื่องเล่าบนผนังทั้งสี่ด้าน
เมื่อชมภาพปู่ม่านย่าม่านแล้ว อย่าเพิ่งเดินออกจากวิหาร ลองถอยมองจิตรกรรมรอบตัวอีกครั้ง จะเห็นทั้งฉากเมือง บ้านเรือน ผู้คน สัตว์ และการเดินทางที่เชื่อมต่อกันราวกับหนังสือภาพเล่มใหญ่ กรมศิลปากรอธิบายว่าจิตรกรรมเหล่านี้เขียนขึ้นในช่วงใกล้เคียง พ.ศ. 2410–2417 สมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยใช้สีฝุ่นบนพื้นเตรียมด้วยดินสอพอง
ผนังทิศเหนือ มีภาพเมืองอินทรปัต ฉากท่าเรือ การค้าขาย และเรื่องราวช่วงต้นของ คัทธนกุมารชาดก รายละเอียดผู้คนกับเรือช่วยให้เรื่องเล่าทางศาสนาดูใกล้กับชีวิตประจำวันมากขึ้น มองต่อไปยัง ผนังทิศตะวันออก จะพบฉากการผจญภัยของคัทธนกุมาร รวมถึงการปราบสัตว์ร้ายเพื่อช่วยเหลือผู้คน ส่วน ผนังทิศใต้ เล่าการเดินทาง ความขัดแย้ง และเหตุการณ์ของตัวละครที่เกี่ยวข้องกันในเรื่องเดียวกัน
กลับมายัง ผนังทิศตะวันตก ซึ่งมีภาพกระซิบรักอยู่ข้างประตู จะพบว่าพื้นที่อื่นของผนังยังเล่า เนมิราชชาดก และพุทธประวัติตอนปรินิพพานด้วย ภาพคู่ที่มีชื่อเสียงจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจิตรกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งบอกทั้งความเชื่อ จินตนาการ และมุมมองที่ผู้คนในยุคนั้นนำมาถ่ายทอดผ่านงานช่าง
ไม่จำเป็นต้องจำชื่อตัวละครทั้งหมดในครั้งเดียว เลือกดูฉากที่สะดุดตาสักฉาก แล้วค่อยสังเกตเครื่องแต่งกาย ท่าทาง สีสัน อาคาร หรือสัตว์ในภาพ คุณอาจพบรายละเอียดใหม่ ๆ ที่ไม่ได้เห็นจากภาพถ่ายในโทรศัพท์ และเมื่อต้องการรู้ว่าแต่ละฉากเป็นตอนใด ก็ค่อยเทียบกับคำอธิบายของกรมศิลปากร
ใช้เวลาอยู่กับวัดภูมินทร์ให้นานขึ้นอีกนิด
วัดภูมินทร์อยู่ใน ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน ไม่ไกลจากสถานที่สำคัญในย่านเมืองเก่า หากมาเที่ยวครั้งแรก ลองเริ่มจากลานหน้าวัดเพื่อชมอาคารทั้งหลัง เดินอ้อมไปดูทางเข้ากับพญานาคคู่ แล้วจึงเข้าไปกราบพระประธานและชมภาพกระซิบรัก จากนั้นเดินดูภาพเล่าเรื่องบนผนังทิศอื่นก่อนกลับออกมา หากอยากจัดเส้นทางเที่ยวต่อ ลองดู สถานที่และเรื่องราวในอำเภอเมืองน่าน ประกอบ
จิตรกรรมเหล่านี้อยู่กับวัดมาหลายชั่วอายุคน ควรรักษาระยะห่างจากผนัง ไม่สัมผัสสี และหลีกเลี่ยงการใช้แฟลชหรืออุปกรณ์ที่รบกวนผู้มาสักการะ ทั้งนี้ให้ยึดคำแนะนำของผู้ดูแลวัดในวันที่ไปเยือนเป็นหลัก
หลังออกจากวัดยังเดินเที่ยวต่อในย่านเมืองเก่าได้ ทั้ง กาดข่วงเมืองน่าน และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน หรือจะขยับไปชมงานศิลปกรรมอีกแบบที่ วัดพระธาตุแช่แห้ง ก็เป็นอีกเส้นทางที่น่าสนใจ
ภาพกระซิบรักอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนรู้จักวัดภูมินทร์ แต่เมื่อได้ยืนท่ามกลางวิหารสี่ทิศและเรื่องราวบนผนังทั้งหมดแล้ว จะเข้าใจว่าทำไมสถานที่แห่งนี้จึงน่าจดจำมากกว่าภาพเพียงภาพเดียว
