เสาดินสีดินแดงสูงต่ำเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ ร่องน้ำคดโค้งตัดผ่านพื้นดิน และผนังตะกอนที่ดูราวกับถูกแกะสลักด้วยมือ ทำให้ เสาดินนาน้อย เป็นภูมิประเทศที่มองเพียงภาพถ่ายก็ชวนสงสัยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

พื้นที่นี้อยู่ใน ตำบลเชียงของ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน คนในท้องถิ่นและแหล่งท่องเที่ยวบางแห่งใช้ชื่อ ฮ่อมจ๊อม ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนำเสนอเสาดินนาน้อยคู่กับ คอกเสือ แต่ละชื่อเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่ควรทำความรู้จักก่อนเดินชม

เสาดินเกิดจากอะไร

ความงามที่เห็นไม่ได้เกิดจากการก่อสร้าง กรมทรัพยากรธรณีอธิบายว่าแอ่งนาน้อยเคยมีตะกอนสะสมในช่วง ไพลสโตซีนตอนปลาย เมื่อพื้นที่เปลี่ยนแปลง ชั้นตะกอนเหล่านั้นถูกน้ำไหลผ่าน ชะล้าง และกัดเซาะทีละส่วน จนผืนดินที่เคยต่อเนื่องกันกลายเป็นร่องลึก หน้าดินลาดชัน และเสารูปทรงต่าง ๆ

ภายในชั้นดินมีวัสดุหลายขนาด ทั้งกรวด ก้อนหิน และตะกอนเม็ดละเอียด ส่วนที่ยึดเกาะหรือทนต่อการชะล้างต่างกันจึงสึกกร่อนไม่เท่ากัน การแตกหักของชั้นตะกอนร่วมกับการไหลของน้ำทำให้บางจุดถูกกัดเซาะเร็วกว่าบริเวณรอบข้าง

รูปร่างของเสาดินจึงไม่ใช่สิ่งถาวร ธรรมชาติยังคงปรับเปลี่ยนพื้นที่นี้อยู่เสมอ และไม่มีเหตุให้ตีความว่าเสาดินทุกต้นก่อตัวในเวลาเดียวกันหรือมีอายุเท่ากัน

ฮ่อมจ๊อมกับคอกเสือเกี่ยวข้องกันอย่างไร

แหล่งข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุชื่อ “เสาดินนาน้อย (ฮ่อมจ๊อม) และคอกเสือ” ในบริบทแหล่งท่องเที่ยวอำเภอนาน้อย หากเห็นชื่อเหล่านี้ตามแผนที่หรือป้ายท้องถิ่น จึงควรเข้าใจว่าเป็นกลุ่มสถานที่และภูมิทัศน์ที่มีความเกี่ยวข้องกัน ไม่ใช่คำเรียกที่ใช้แทนพื้นที่จุดเดียวกันทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

เสาดินชวนดูรายละเอียดของหน้าผาและการกัดเซาะ ส่วนคอกเสือเป็นอีกชื่อสถานที่ซึ่งมักถูกแนะนำควบคู่กัน การชมทั้งสองแห่งควรอาศัยป้ายและเส้นทางเดินที่เปิดให้ใช้จริงในวันเดินทาง แทนการเดาตำแหน่งจากชื่อหรือการลากเส้นตรงบนแผนที่

ทำไมสถานที่ธรรมชาติจึงเป็นแหล่งโบราณคดีด้วย

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้นทะเบียนข้อมูลพื้นที่ในชื่อ แหล่งโบราณคดีเสาดินนาน้อย ขณะที่กรมทรัพยากรธรณีกล่าวถึงการพบเครื่องมือหินและวัสดุทางโบราณคดีปะปนอยู่ในบริเวณชั้นตะกอน

การมีโบราณวัตถุทำให้สถานที่นี้น่าสนใจทั้งด้านธรรมชาติและเรื่องราวของมนุษย์ในอดีต แต่ไม่ควรหยิบวัตถุที่พบมาเป็นของที่ระลึก หรือสรุปอายุของกิจกรรมมนุษย์จากอายุทางธรณีวิทยาของชั้นตะกอนโดยตรง เพราะเป็นหลักฐานคนละประเภทที่ต้องศึกษาต่างวิธี

ลองมองดินทีละชั้น จะเห็นภูมิประเทศอีกแบบ

เมื่อยืนดูเสาดินจากทางเดิน สิ่งแรกที่มองเห็นอาจเป็นเงาของเสาสูงต่ำที่ตัดกับท้องฟ้า แต่ถ้าสังเกตใกล้ขึ้นจากระยะที่ปลอดภัยจะเห็นว่าพื้นผิวแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน บางตอนเป็นเม็ดดินละเอียด บางตอนมีกรวดก้อนโตแทรกอยู่ นี่คือร่องรอยของการสะสมตะกอนในอดีต และเป็นกุญแจให้เข้าใจว่าทำไมหน้าดินจึงถูกชะล้างออกไปต่างกัน

น้ำฝนไม่ได้พัดดินออกไปอย่างเท่าเทียมกันทั้งหมด เมื่อตะกอนบางช่วงผุพังง่ายกว่าช่วงอื่น น้ำจะค่อย ๆ กัดเป็นร่อง ก่อนที่ร่องเล็กจะขยายออกจนเกิดเป็นสันและเสาดินเหลืออยู่ การเปลี่ยนแปลงสะสมกันนานมากพอทำให้ภูมิประเทศที่เคยเป็นเนินหรือผืนเดียวกันดูราวกับเมืองกำแพงดินขนาดย่อม

กรมทรัพยากรธรณีใช้เสาดินนาน้อยเป็นตัวอย่างของ ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง การได้เห็นเสาดินวันนี้จึงไม่ได้แปลว่าสภาพที่เห็นจะอยู่แบบเดิมตลอดไป ช่วงฝนตกและการไหลบ่าของน้ำอาจทำให้หน้าดินเปลี่ยนไปอีก การถ่ายภาพไว้เป็นความทรงจำจึงดีกว่าการพยายามปีนขึ้นไปสัมผัสยอดเสาหรือขุดดินออกมาเก็บ

เสาดินยังทำให้เราอ่านภูเขาและพื้นราบของน่านต่างไปจากเดิม ภูมิทัศน์สีแดงที่ดูแห้งแล้งแห่งนี้ก็มีเรื่องของน้ำซ่อนอยู่ เพราะรอยเว้า ร่องลึก และชั้นดินที่ปรากฏล้วนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่และการทำงานของน้ำอย่างต่อเนื่อง

ดูเสาดินอย่างไรโดยไม่ทำให้ผืนดินพังเร็วขึ้น

ดินที่เห็นเป็นยอดและผนังสูงต่ำอาจดูแข็งแรงเมื่อมองจากไกล แต่การพังทลายเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง กรมทรัพยากรธรณีจึงเสนอให้ใช้ถนนที่อ้อมบริเวณเสาดิน ไม่ขับรถเข้าไปบนพื้นที่เปราะบาง และไม่หยิบหิน ดิน หรือสิ่งใดออกจากแหล่ง

การเดินตามทางที่จัดไว้ ดูรูปทรงจากระยะปลอดภัย และหลีกเลี่ยงการเหยียบขอบหน้าดิน ช่วยให้ผู้มาเยือนคนต่อไปยังได้เห็นสถานที่โดยไม่เร่งให้ภูมิประเทศเสียหาย หากฝนตกหรือพื้นดินเปียก ควรระวังเป็นพิเศษและปฏิบัติตามประกาศของผู้ดูแลพื้นที่

ผู้ที่สนใจภูมิประเทศน่านใต้ยังอ่านต่อได้ที่ อำเภอนาน้อย และ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ซึ่งมีภูมิประเทศและจุดชมวิวอีกหลายลักษณะ

เสาดินนาน้อยเล่าเรื่องด้วยร่องน้ำ ผิวดิน และเงาของเสาแต่ละต้น เป็นสถานที่ที่น่าประทับใจที่สุดเมื่อได้เห็นว่ารูปร่างทุกส่วนเป็นผลของเวลา และยังเปลี่ยนแปลงต่อไปแม้ไม่มีใครยืนดู