ท่ามกลางภูเขาทางเหนือของจังหวัดน่าน มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ชื่อของมันผูกอยู่กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงสงครามเย็น ภูพยัคฆ์ เคยเป็นพื้นที่ฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ก่อนที่ความขัดแย้งจะคลี่คลาย และพื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานซึ่งผู้คนกลับมาพบปะและรำลึกถึงอดีต
วันนี้ภูพยัคฆ์ไม่ได้มีเพียงเรื่องของการสู้รบ แต่ยังมี บ้านน้ำรีพัฒนา ชุมชนบนภูเขาที่ชีวิตดำเนินต่อไปท่ามกลางผืนป่าต้นน้ำ เรื่องราวของสถานที่จึงเชื่อมอดีตกับปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ
ภูพยัคฆ์อยู่ที่ไหน
ภูพยัคฆ์อยู่ในพื้นที่ ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ใกล้แนวชายแดนไทย–ลาว เดิมมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ภูผายักษ์ ตามที่ปรากฏในทะเบียนแหล่งท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภูมิประเทศเป็นแนวเขาสูงและป่าต่อเนื่องกัน เหมาะแก่การหลบซ่อนและตั้งฐานในช่วงที่การเดินทางบนภูเขายังยากลำบาก
ในเรื่องเล่าของพื้นที่จะพบชื่อ สำนัก 708 อยู่เสมอ ชื่อนี้หมายถึงศูนย์กลางการดำเนินงานของ พคท. ในช่วงหนึ่ง ส่วนอนุสรณ์สถานที่เห็นในปัจจุบันเป็นพื้นที่รำลึกซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง ไม่ใช่ตัวสำนักเดิมทั้งหมด
สำนัก 708 กับภูพยัคฆ์ในยุคสงครามเย็น
ความขัดแย้งระหว่างรัฐไทยกับ พคท. ในจังหวัดน่านเริ่มขึ้นก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หลายปี งานวิจัยของ นิคม ธรรมปัญญาและคณะ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) บันทึกการปะทะในน่านตั้งแต่ พ.ศ. 2510 ก่อนพื้นที่ป่าเขาหลายแห่งจะเข้ามามีบทบาทในความขัดแย้ง
รายงานดังกล่าวระบุว่า ช่วงปลายปี 2515 มีการสำรวจที่ตั้งสำนักแห่งใหม่ในบริเวณภูพยัคฆ์ และ สำนัก 708 มีบทบาทเป็นศูนย์กลางของ พคท. ตั้งแต่ต้นปี 2516 ถึงกลางปี 2519 ภูเขาที่อยู่ห่างไกลชุมชนเมืองจึงไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของเหตุการณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการเดินทาง การตั้งถิ่นฐานชั่วคราว และชีวิตผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ในยุคนั้น
เมื่อเวลาผ่านไป ร่องรอยบางอย่างเหลืออยู่ในสถานที่ ขณะที่อีกหลายเรื่องยังอยู่ในความทรงจำของคนที่เคยผ่านช่วงเวลาดังกล่าว
จากความขัดแย้งสู่การกลับคืนสู่สังคม
ช่วงต้นทศวรรษ 2520 สถานการณ์การเมืองและแนวทางของรัฐเริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ซึ่งเปิดทางให้ผู้เข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธกลับเข้าสู่สังคม ควบคู่กับการดำเนินงานด้านความมั่นคงและการพัฒนา
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปี รายงานวิจัยเกี่ยวกับจังหวัดน่านและบทความประวัติภูพยัคฆ์ที่เผยแพร่ในปี 2569 กล่าวถึง พ.ศ. 2526 ว่าเป็นช่วงที่ฐานที่มั่นภูพยัคฆ์สิ้นสุดบทบาทลง พื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีการสู้รบจึงค่อย ๆ เปลี่ยนความหมายไปสำหรับคนที่ยังอาศัยอยู่และคนที่เดินทางกลับมาเยือน
อนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ พื้นที่แห่งการรำลึก
ชื่อ อนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ ปรากฏทั้งในข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวและข่าวกิจกรรมรำลึกในพื้นที่ ภาพของอาคารและผู้คนที่มารวมตัวกันทำให้เห็นอีกบทบาทหนึ่งของภูพยัคฆ์ คือการเป็นสถานที่ให้คนรุ่นหลังได้รู้จักเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นบนภูเขาแห่งนี้
ข่าวงานรำลึกเมื่อ พ.ศ. 2557 บันทึกการพบปะของผู้เคยอยู่ในเหตุการณ์ รวมถึงกิจกรรมที่เชื่อมคนต่างรุ่นเข้าด้วยกัน อนุสรณ์สถานจึงมีความหมายมากกว่าจุดแวะชม เพราะเป็นพื้นที่ที่ความทรงจำของผู้คนจากช่วงเวลาหนึ่งกลับมามีชีวิตผ่านการพบปะและเล่าสู่กันฟัง
บ้านน้ำรีพัฒนาและภูพยัคฆ์ในวันนี้
บริเวณภูพยัคฆ์มี บ้านน้ำรีพัฒนา ซึ่งเป็นชุมชนที่มีชาวลัวะหรือถิ่นอาศัยอยู่ หลังยุคความขัดแย้ง เรื่องราวของพื้นที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงอนุสรณ์สถาน แต่ดำเนินต่อไปกับการทำกิน การดูแลแหล่งน้ำ และการใช้ชีวิตบนภูเขา
หนึ่งในงานพัฒนาที่เกี่ยวข้องคือ สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริภูพยัคฆ์ ซึ่งมีบทบาทด้านการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและการส่งเสริมอาชีพเกษตร สามารถอ่านรายละเอียดเรื่องนาขั้นบันได การอนุรักษ์ดินและน้ำ รวมถึงพืชบนพื้นที่สูงได้ในบทความ สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงภูพยัคฆ์
หากมองภูพยัคฆ์ผ่านทั้งอนุสรณ์สถานและชุมชนในปัจจุบัน จะเห็นว่าพื้นที่เดียวกันมีหลายช่วงชีวิต จากแนวป่าที่เคยอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง สู่สถานที่เก็บรักษาความทรงจำ และเป็นบ้านของผู้คนที่ยังใช้ชีวิตอยู่กับภูเขาแห่งนี้
