จากด้านนอก วัดภูมินทร์เป็นอาคารที่ชวนให้เดินอ้อมดูทุกด้าน แต่เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน สายตาจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากองค์พระประธานไปสู่เรื่องราวบนผนัง วิหารแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงภาพ ปู่ม่านย่าม่าน ที่ผู้คนเรียกกันว่า ภาพกระซิบรัก เท่านั้น หากยังมีเรื่องเล่าของผู้คน เมือง การเดินทาง และความเชื่อซ่อนอยู่ในจิตรกรรมรอบอาคาร
วัดภูมินทร์ตั้งอยู่ใน ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน เป็นหนึ่งในจุดสำคัญของย่านเมืองเก่าที่สามารถใช้เวลาค่อย ๆ ดูงานศิลปะได้มากกว่าการแวะถ่ายรูปเพียงครั้งเดียว ถ้าอยากเห็นภาพกว้างของย่านนี้ อ่านต่อได้ที่ ข้อมูลอำเภอเมืองน่าน
วิหารสี่ทิศที่ทำให้เดินชมได้รอบด้าน
ลักษณะเด่นของวัดภูมินทร์คืออาคารวิหารที่มีทางเข้าออก ทั้งสี่ทิศ และพระประธานที่หันพระพักตร์ออกสี่ด้าน การจัดวางเช่นนี้ทำให้ความรู้สึกของอาคารต่างจากวิหารที่มีทางเข้าหลักด้านเดียว ไม่ว่าจะเดินเข้าจากทิศไหน ผู้มาเยือนก็เข้าถึงพื้นที่สักการะได้
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบันทึกองค์ประกอบนี้ไว้ในทะเบียนแหล่งศิลปกรรมของวัด จึงเป็นจุดที่ควรสังเกตก่อนเริ่มดูภาพเขียนบนผนัง ลองมองความสัมพันธ์ระหว่างประตู พระประธาน และพื้นที่จิตรกรรม จะเห็นว่าผู้ชมยืนอยู่ท่ามกลางเรื่องเล่าที่ล้อมรอบตัวเอง
ภาพกระซิบรักอยู่ตรงไหน
ภาพที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัดอยู่ที่ ผนังด้านทิศตะวันตก ข้างประตู เป็นภาพชายหญิงแต่งกายแบบพม่าโน้มตัวพูดคุยกัน กรมศิลปากรเรียกบุคคลคู่นี้ว่า ปู่ม่านย่าม่าน โดยอธิบายว่าคำว่า “ปู่” และ “ย่า” ในบริบทนี้ใช้เรียกชายและหญิง ส่วน “ม่าน” หมายถึงชาวพม่า
ท่าทางที่ดูเหมือนกำลังกระซิบทำให้ภาพได้รับชื่อเล่นว่า “กระซิบรัก” แต่ไม่มีเหตุให้ต้องแต่งประโยคที่คนในภาพกำลังพูด หรือยืนยันว่าพวกเขาเป็นคู่รักที่มีตัวตนจริง เรื่องเล่าความรักในแบบร่วมสมัยจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรับรู้ภาพในปัจจุบัน ขณะที่ภาพต้นฉบับเป็นหลักฐานด้านเครื่องแต่งกาย บุคลิกบุคคล และฝีมือช่างในสมัยที่จิตรกรรมถูกสร้างขึ้น
รอบผนังยังมีเรื่องราวมากกว่าภาพคู่
กรมศิลปากรระบุว่าจิตรกรรมเขียนขึ้นราว พ.ศ. 2410–2417 ในสมัยพระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ใช้เทคนิคสีฝุ่นบนรองพื้นดินสอพอง และมีเรื่องหลักสามกลุ่มคือ คัทธนกุมารชาดก เนมิราชชาดก และพุทธประวัติ
ผนังทิศเหนือและทิศตะวันออกมีฉากจากคัทธนกุมารชาดก ซึ่งเล่าเรื่องการเดินทาง ผจญภัย และการช่วยเหลือผู้คน บางฉากแทรกสภาพบ้านเมือง การแต่งกาย และกิจกรรมค้าขายไว้กับเรื่องเล่าทางศาสนา ส่วนผนังทิศตะวันตกมีเนมิราชชาดกเกี่ยวกับการเสด็จไปเห็นสวรรค์และนรก ตลอดจนภาพพุทธประวัติในส่วนบน
การเดินดูภาพอย่างช้า ๆ จึงเหมือนอ่านหนังสือภาพเล่มใหญ่ที่ใช้ผนังทั้งสี่ด้านแทนหน้ากระดาษ แค่สังเกตเสื้อผ้า ท่าทางและสิ่งของที่คนในภาพถืออยู่ ก็เริ่มเห็นรายละเอียดของโลกที่ช่างในยุคนั้นอยากบอกเล่า
อ่านภาพจิตรกรรมอย่างไรเมื่อไม่ได้เป็นนักประวัติศาสตร์ศิลป์
การดูจิตรกรรมวัดภูมินทร์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการจำชื่อตัวละครทั้งหมด ลองเลือกภาพหนึ่งตอนแล้วสังเกตว่า ใครกำลังทำอะไร อยู่ในสถานที่แบบไหน และมีคนรอบข้างอย่างไร จะเห็นว่าช่างเล่าเรื่องด้วยทั้งตัวละคร ฉากหลัง และของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เสื้อผ้า อาคาร เรือ หรือการเคลื่อนไหวของผู้คน
ภาพฝาผนังเป็นงานศิลปะที่รวมเรื่องศาสนาเข้ากับสังคมที่ช่างคุ้นเคย รูปคนหรือบ้านเมืองในฉากชาดกจึงช่วยให้เรามองวัฒนธรรมผ่านสายตาของผู้สร้างภาพได้ แต่ไม่จำเป็นต้องถือว่าทุกรายละเอียดเป็นภาพถ่ายความเป็นจริงของเหตุการณ์ตามเรื่องชาดก หรือเป็นหลักฐานว่าบุคคลในภาพมีชีวิตอยู่ในประวัติศาสตร์ทุกคน
จุดที่เห็นได้ชัดคือ ขนาดของตัวละครไม่เท่ากัน ภาพเล่าเรื่องขนาดใหญ่ถูกรายล้อมด้วยบุคคล อาคาร และฉากต่าง ๆ การจัดวางทำให้ผู้อ่านภาพรู้ว่าต้องให้ความสนใจตรงไหนก่อน ขณะเดียวกันภาพผู้คนที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลัก เช่น ปู่ม่านย่าม่าน กลับช่วยบอกบรรยากาศชีวิตและรสนิยมของยุคสมัยได้มากทีเดียว
หากมีเวลาไม่มาก ลองใช้วิธีอ่านแบบสามจังหวะ: มองทั้งผนังเพื่อหาภาพใหญ่ เลือกฉากหนึ่งเพื่อดูเรื่องที่กำลังเกิดขึ้น แล้วถอยออกมาดูว่าสีน้ำหนักและตำแหน่งภาพเชื่อมกับประตูและพระประธานอย่างไร เพียงเท่านี้ภาพเขียนจะไม่เหลือแค่จุดถ่ายรูป แต่กลายเป็นเรื่องที่อ่านต่อได้ทุกครั้งเมื่อกลับมาเยือน
เดินวัดภูมินทร์อย่างไรให้ได้มากกว่าภาพถ่าย
เริ่มจากดูรูปทรงวิหารรอบนอก แล้วเข้าไปสังเกตพระประธานสี่ด้าน ก่อนมองภาพกระซิบรักและไล่สายตาตามฉากอื่น ๆ บนผนัง การมองภาพจากระยะห่างต่างกันช่วยให้เห็นทั้งองค์ประกอบใหญ่และรายละเอียดเล็ก ๆ ที่อาจหลุดสายตา
เพราะภาพเขียนเป็นมรดกทางศิลปกรรม ควรรักษาระยะจากผนัง ไม่สัมผัสพื้นผิว และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ดูแลวัด โดยเฉพาะเรื่องการถ่ายภาพ หากมีข้อกำหนดเฉพาะในวันที่ไปเยือนให้ยึดประกาศของสถานที่
ถ้าจะอ่านน่านให้ลึกกว่าจุดเดียว ลองเปรียบเทียบงานศิลปะและประวัติเมืองกับ วัดพระธาตุแช่แห้ง ที่อำเภอภูเพียง ทั้งสองวัดอยู่คนละพื้นที่และมีเรื่องสำคัญต่างกัน แต่ช่วยให้เห็นความหลากหลายของศิลปกรรมเมืองน่าน
สำหรับวัดภูมินทร์ ภาพกระซิบรักอาจเป็นเหตุผลที่พาคนเดินเข้าประตู ทว่าสิ่งที่ทำให้ควรอยู่นานขึ้นคือจิตรกรรมทั้งผืน ซึ่งยังคงเล่าชีวิตและความคิดของผู้คนผ่านฝีมือช่างน่านมาจนถึงวันนี้
